วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561

บักดอง สูงวัยสร้างสุขของไทเฮา


บักดอง สูงวัยสร้างสุขของไทเฮา

         
 “การจัดกิจกรรมของพวกเรา ไม่ได้ใช้เงินอะไรมากมาย แค่ใช้ความร่วมมือและให้ทุกคนเห็นความสำคัญและมีส่วนร่วมด้วยกันเท่านั้นเอง งานก็เดินไปได้ด้วยดีและบรรลุเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์และทุกคนก็มีความสุขร่วมกัน”



หลายครั้งหลายคราวที่ได้เดินทาง นั่นคือประสบการณ์อันท้าทายและงดงามเสมอ เพราะทำให้ได้พบเห็นเรื่องราว ได้พบเจอผู้คน ได้เรียนรู้สิ่งสิ่งรอบข้างใหม่ ๆ ร่วมกับชุมชนและผู้คนนั้น ๆ  
จึงได้เก็บเกี่ยวเรื่องราวระหว่างทางเหล่านั้น เพื่อเป็นบทเรียนและประยุกต์ใช้กับตัวเองและสังคมต่อไป

คราวนี้ผมได้เดินทางไปไม่ไกลจากบ้านเกิดนัก สู่จุดหมายที่เพียงได้เห็นการโพสต์สถานะบนเฟสบุก จากพระอาจารย์รูปหนึ่งด้วยภาพป้ายไวนิลข้อความพื้น ๆ  ธรรมดา ที่สะกิดความรู้สึกลึก ๆ  ให้น่าสนใจเป็นการส่วนตัว ซึ่งภายในป้ายไวนิลนั้น มีแค่ข้อความว่า “กีฬาผู้สูงอายุบ้านบักดอง “ส.ว.บักดองเกมส์” สูงวัย ไร้ทุกข์ สุขภาพดี มีคุณค่า”
ใช่แล้วครับ พื้นที่แห่งนี้คือ “วัดบักดอง” ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ
เนื้อความบนสถานะไม่มีอะไรมาก  แต่สิ่งที่ทำให้สนใจ นั่นก็คือว่า ส่วนมากแล้วการจัดกิจกรรมเหล่านี้โดยเฉพาะผู้สูงอายุ มักจะเป็นภารกิจขององค์กรท้องถิ่น ที่จัดตามหน้าที่ โดยการเกณฑ์ผู้สูงอายุมาร่วมกิจกรรม นี่คือภาพจำที่เราคุ้นชินกัน
บรรยากาศคึกคัก

แต่ทว่า สำหรับกิจกรรมที่พระอาจารย์รูปดังกล่าวกลับชวนสะกิดความสนใจใคร่อยากรู้ จึงได้สอบถามทางกล่องข้อความได้ความเป็นเบื้องต้นว่า “เป็นกิจกรรมที่ทางวัดและชุมชนกำหนดจัดขึ้นเอง  ไม่มีการเขียนโครงการอะไรมากมายนัก  ทำขึ้นเพราะเล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ อยากเห็นรอยยิ้ม อยากเห็นความสนุก อยากเห็นความสุขของญาติโยมสูงวัยบ้านเรา  ทางคณะกรรมการวัดก็ประชุมวางแผนกันและเห็นร่วมกันว่าสิ่งที่ทำคือสิ่งที่สำคัญและเหมาะสมดีแล้วจึงได้ดำเนินการ และกำหนดให้กิจกรรมนี้เป็นปฏิทินประเพณีของวัดบักดอง และปีนี้ก็จัดขึ้นเป็นปีที่สามแล้ว มีความร่วมมือถือจากชุมชนอย่างดี”  พระมหายุทธกิจ  ปญฺญาวุโธ เจ้าอาวาสวัดบักดอง  ได้ให้คำตอบในกล่องข้อความ จึงขออาสาท่านว่า พรุ่งนี้ (13 เมษายน 2561) จะเดินทางไปร่วมบันทึกกิจกรรมให้ทางวัด เพราะว่าอยากช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมในแนวคิดดี ๆ  ซึ่งน้อยนักที่คณะสงฆ์เองจะมีผู้มีแนวคิดและดำเนินการเช่นนี้
แน่นอนว่า วันที่ 13 เมษายน ของทุกปี คือวันพบปะลูกหลานที่อยู่ต่างพื้นที่ ต่างจังหวัดจะได้กลับมาพบครอบครัว และเป็นวันที่จะได้ชุ่มฉ่ำเปียกปอนในบรรยากาศร้อนอบอ้าวของทุกปี ทว่าเทศกาลอันร้อนและมีการละเล่นตามประเพณีรดน้ำดำหัวกลับไม่ค่อยได้ถูกส่งเสริมมากนัก ถึงมีก็เพียงแค่ทำในกลุ่มเล็ก ๆ  แต่สิ่งที่พบเห็นการละเล่นตามถนนทุกสายหลักก็คือ มีการตั้งโอ่งน้ำหรือกะละมังใส่น้ำแล้วสาดน้ำใส่กับผู้คนสัญจร และมีการดื่มแอลกอฮอล์กันอย่างเปิดเผยแทบทุกจุดก็เป็นได้

สาย ๆ ของวันดังกล่าว ที่วัดบักดอง มีการตั้งขบวนแห่นักกีฬา จาก 3 ชุมชน (สังกัดวัดบักดอง) และมีการแต่งตัวอย่างสวยงาม รวมถึงมีการถือป้ายบอกหมู่ที่ตัวเองสังกัด โดยมีขบวนกลองพาเหรด ซึ่งทั้งหมดนี้มีผู้ร่วมขบวน ร้อยกว่าชีวิต แม้บรรยากาศจะอบอ้าวแต่ความงามตามวัยและขบวนแห่ที่ร่วมกันออกแบบเดินเข้าสู่สนามอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยไม่ต้องมีขบวนรถโล่ หรือเจ้าหน้าที่รัฐมาคอยดูแลความสะดวกแต่ประการใด
ขณะที่ขบวนแห่ทยอยเข้าสนามการแข่งขัน จะสังเกตเห็นมีลูกหลานขนอาหาร ปิ่นโต จังหัน และกับข้าวคนละอย่าง สองอย่างเข้าไปในศาลา รวมถึงมีโรงทานที่เป็นขนมพื้นบ้านและไอศกรีมมาร่วมแบ่งปันให้กับทุกคนด้วยเช่นกัน
พื้นที่จัดกิจกรรม แม้ไม่ได้กว้างขวางใหญ่โตนัก ที่ได้ร่มไม้จากต้นมะม่วงป่าต้นใหญ่ ที่อยู่ภายในบริเวณวัด พอนักกีฬาและผู้ร่วมกิจกรรมได้อยู่ร่วมกัน ทำให้พื้นที่เล็กลงอย่างถนัดตา
กิจกรรมต่าง ๆ  เริ่มต้นขึ้นแบบเรียบง่ายโดยภายในกิจกรรมมีการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านที่สร้างสนุกสนาน และละการกระทบกระทั่งต่อผู้แข่งขัน อาทิ การเตะฟุตบอลเข้าประตู(หนู), ปิดตาเตะปี๊บ, ตีลูกกอล์ฟ, เปตอง, แต่งหน้าสวย รวมถึงมีการประกวดกองเชียร์แต่ละหมู่บ้าน และมีไฮไลท์เด็ด คือการประกวด นางสาว สว.บักดอง ซึ่งปีนี้ผู้ได้รับมงกุฎได้แก่ คุณแม่สำเนียง  นันทะสิงห์  อายุ 72 ปี แห่งบ้านบักดอง หมู่ที่ 4
“วัดกับชุมชนแยกกันไม่ออก ซึ่งทุกคนก็รู้ดี ยิ่งวัดกับผู้สูงอายุดูเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกันเลย  เพราะบ้านเราทุกวันนี้ คนที่เข้าวัดและมีส่วนร่วมกับทางวัดนั่นก็คือผู้สูงอายุนี่เอง ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญทำทาน การสร้างเสนาสนะหรือบูรณปฏิสังขรณ์ต่าง ๆ อาตมาจึงเล็งเห็นว่าเราควรจะทำกิจกรรมให้ท่านเหล่านี้ได้มีความสุขบ้าง ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จแล้ว และปีที่ผ่าน ๆ มาที่พาจัดกิจกรรมนี้ ชุมชนเราเองก็ให้ความร่วมมืออย่างดี พอมาปีนี้ทุกคนก็เหมือนรู้หน้าที่ตัวเองอยู่แล้ว เรื่องอาหารการกินก็ได้จากชุมชนมาช่วย ๆ กัน
การทำกิจกรรมนี้ อาตมาใช้หลักคิดที่ว่า การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนในชุมชนเรา ทั้งผู้นำชุมชนและชาวบ้าน ซึ่งทางวัดเราก็วางกิจกรรมไว้กลาง ๆ  ส่วนวิธีปฏิบัตินั้นชาวบ้านเขาทำเองและทำได้เต็มที่ งานก็เลยออกมาดีอย่างที่เห็น”  ท่านสมภารเจ้าอาวาสกล่าวถึงที่มาของกิจกรรมที่ทางวัดจัดขึ้น
นักเตะสูงวัย

นี่คงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ที่มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะฝ่ายสงฆ์ที่ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมเพียงแค่ดำเนินตามหลักพระธรรมคำสอนเท่านั้น แต่ยังเป็นนักพัฒนามีความคิดที่ดีเพื่ออนุเคราะห์สงเคราะห์ญาติโยม สหธรรมิก โดยใช้หลักคิดง่าย ๆ  ทำได้ง่าย แค่ให้ความสำคัญกับทุก ๆ  คน
ชุมชนวัดบักดอง ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นชุมชนเผ่าเขมร หนึ่งในสี่เผ่าของจังหวัดศรีสะเกษ จึงควรเป็นอีกวัดที่ควรได้รับการกล่าวขานในทางที่ดี และให้กำลังใจกับคณะคิด คณะทำงาน ให้ทำสิ่งดี ๆ เช่นนี้กับชุมชนและเป็นแบบอย่างที่ดีตลอดไป



กอนกวยซะเกด : ขวัญชิต  โพธิ์กระสังข์
14 เมษายน 2561

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561

ชุมชนใดที่มีการออกแบบกฎ กติกา ระเบียบข้อบังคับของตัวเอง ด้วยการร่วมกันออกแบบร่วมกันของคนในชุมชนตัวเอง ชุมชั้นก็มีพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งได้ในไม่ช้า




ที่นี่บ้านเรา กติกาบ้านเรา ธรรมนูญชุมชนบ้านตาตา
กอนกวยซะเกด :   ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์

          ชุมชนใดที่มีการออกแบบกฎ กติกา ระเบียบข้อบังคับของตัวเอง ด้วยการออกแบบร่วมกันของคนในชุมชนตัวเอง ชุมชนนั้นก็มีพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งได้ในไม่ช้า
         
บรรยากาศในวันคืนข้อมูลชุมชน

ความเป็นชุมชนชนบทแต่ละพื้นที่นั้นมีความเหมือนในความแตกต่างกัน ตามแต่บริบทและองค์ประกอบของแต่ละพื้นที่นั้นๆ มีวิถีวัฒนธรรม มีภาษา มีขนบธรรมเนียม มีพิธีกรรม นั่นคงเป็นมนต์เสน่ห์ของความเป็นอีสานบ้านเรา
     บ้านตาตา ม.1 ต.โพธิ์กระสังข์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เป็นชุมชนชาวกวย ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของชาติพันธุ์ในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นชุนชมที่มีความเข้มแข็งหลายส่วน ทั้งเรื่องวัฒนธรรมภาษาถิ่น วัฒนธรรมการแต่งกายที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ รวมไปถึงกิจกรรมที่เกี่ยวกับเด็กเยาวชน และในการดำเนินกิจกรรมต่างๆมีการขับเคลื่อนการทำงานทั้งหมู่บ้าน โดยมีสภาผู้นำชุมชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆของชุมชน

ปลัดอาวุโส อำเภอขุนหาญ ให้เกียรติมาร่วมเป็นประธานรับรู้เรื่องราวดีๆของชุมชนเรา
          “ชุมชนของเรา มีพื้นฐานดีด้านวัฒนธรรม การขับเคลื่อนต่างๆด้านวัฒนธรรมจึงเป็นไปได้ง่าย โดยเฉพาะกิจกรรมประเพณีที่เกี่ยวกับการลดละเลิกแอลกอฮอล์ และในระยะหลังๆ ได้มีการขับเคลื่อนร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือ สสส. ภายใต้โครงการ ชุมชนน่าอยู่บ้านตาตา เพื่อมาหนุนเสริมแนวคิดและวิธีปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมและเข้มแข็งขึ้น ซึ่งชุมชนเรามีการขับเคลื่อนไปด้วยการเข้าที่ประชุมที่มีการเชิญผู้นำต่างๆเป็นสมาชิกด้วย เช่น ตัวแทนเยาวชน ตัวแทนกลุ่มสตรี ปราชญ์ชาวบ้าน พระสงฆ์ หัวหน้าคุ้ม และกลุ่มต่างๆ เราเรียกว่า “สภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา” ใครมีปัญหาและเรื่องราวอะไรก็เข้าที่ประชุมสภาให้ได้รับรู้และแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยจะมีการประชุมกันเดือนละ 2 ครั้ง ทำให้เรื่องราวต่างๆของชุมชนเราถูกพูดถึงบ่อยผ่านสภาผู้นำชุมชนและร่วมแก้ไปด้วยกัน” นายสมฉลอง  โพธิสาร รองประธานสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา เล่าให้ฟังถึงที่มาของสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา และในการขับเคลื่อนหลักๆในการแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านั้น บ้านตาตาก็มีการกำหนดวางกฎกติกาชุมชนขึ้นเป็นเบื้องต้น เพื่อกำกับ บังคับใช้และวางระเบียบร่วมกันด้วย
  

ธรรมนูญชุมชนบ้านตาตา ก็ผ่านมติจากชุมชน
        “หลักๆของการพูดคุยร่วมกันในวงสภาผู้นำชุมชนนั้น คือการพูดคุยสุขทุกข์ร่วมกัน และการทำงานของแต่ละรอบเดือน รวมถึงมีการกติกาชุมชนร่วมกัน นั่นคือ ธรรมนูญชุมชน ของเราด้วย” นายธีรพล แก้วลอย สมาชิกสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา บอกเล่าถึงที่มาของธรรมนูญชุมชน
          อีกสิ่งหนึ่งที่บ้านตาตาทำอยู่นั่นก็คือ การเก็บข้อมูลพื้นฐานชุมชนรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ที่เป็นการซื้อ-ขาย ผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นรายหลังคาเรือน โดยสภาผู้นำชุมชนได้นำมารวบรวมข้อมูลและคืนข้อมูลสู่ชุมชนทำให้ได้เห็นข้อมูลที่เป็นจริงในทุกๆมิติ เพื่อเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนกิจกรรมภายในของชุมชนด้วย โดยกำหนดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560ที่ผ่านมา โดยได้เชิญผู้นำชุมชนทั้ง 14 หมู่บ้านเข้าร่วม และมีพิธีเปิดโดย ปลัดอาวุโสอำเภอขุนหาญ (ในนามตัวแทนนายอำเภอขุนหาญ) มีกิจกรรมหลักๆ ได้แก่
1.       กิจกรรมคืนข้อมูลชุมชน
2.       กิจกรรมการกำหนดธรรมนูญชุมชน
3.       กิจกรรมการให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพและโทษอันมาจากแอลกอฮอล์ โดยได้มีการเชิญวิทยากรภายนอกมาให้ความรู้ ได้แก่
3.1     ผอ.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโพธิ์กระสังข์ ให้ความรู้ด้านสุขภาพที่ดีรวมถึงข้อมูลผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ในระดับตำบลโพธิ์กระสังข์
3.2     ตำรวจจาก สถานีตำรวจภูธรตำบลกันทรอม ให้ความรู้ด้านโทษและการกำหนดโทษสำหรับผู้ดื่มแอลกอฮอล์รวมถึงการทะเลาะวิวาทต่างๆ
3.3     เจ้าหน้าที่ จากเทศบาลตำบลโพธิ์กระสังข์ ให้ความรู้ด้านการพึ่งตนเอง กับเศรษฐกิจพอเพียง
องค์กรสงฆ์ก็มาร่วมกิจกรรมดีของชุมชน
นี่คงเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ที่ชุมชนบ้านตาตาได้ขับเคลื่อนกัน โดยใช้กลไกการทำงานผ่านสภาผู้นำชุมชนในการกำหนดกิจกรรมและวางแบบแผนร่วมกัน เพื่อเป็นการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมอย่างเป็นรูปแบบขึ้น โดยอยู่ภายใต้กรอบแห่ง ธรรมนูญชุมชน ให้กลายเป็น ชุมชนน่าอยู่บ้านตาตา



หมายเหตุ : เรื่องราวนี้ได้ตีพิมพ์แล้วใน วารสารรายเดือน ที่นี่ศรีสะเกษ โดย อบจ.ศรีสะเกษ ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา




กอนกวย สานรักสามัคคี



กอนกวย  สานรักสามัคคี
กอนกวยซะเกด : ขวัญชิต  โพธิ์กระสังข์
         
การหล่อหลอมคนหลายคนมารวมกันไม่ใช่เรื่องง่าย การรวมเอาเยาวชนจากหลายพื้นที่มาทำสิ่งดีๆร่วมกันยิ่งยาก แต่สำหรับเยาวชน “กวย” พวกเขากลับทำมันเป็นเรื่อง จิ๊บจิ๊บ  




วิทยากรบรรยายให้ความรู้ภายในกิจกรรม
กลุ่มชาติพันธุ์ “กวย, กูย”  หรือที่ทางการเคยเรียกว่า “ส่วย” ที่มีสำเนียงภาษาคล้ายภาษาเขมร และกระจัดกระจายอยู่เป็นหมู่บ้านต่าง ๆ เป็นอีกชาติพันธุ์ที่พบมากในเขตอีสานใต้ของประเทศไทย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชาและ สปป.ลาว
เยาวชนกวยจากตำบลโพธิ์กระสังข์  อำเภอขุนหาญ  จังหวัดศรีสะเกษ ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการขับเคลื่อนงานเพื่อบ้านเกิดตัวเอง ในนาม “เครือข่ายเยาวชนตำบลโพธิ์กระสังข์” เสมอมา
“สานสัมพันธ์ชาวกวย เยาวชนฮักบ้านเกิด” คือกิจกรรมหนึ่งที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องหลายปี เป็นการรวมเอาเยาวชนชาวกวยจากต่างพื้นที่ ต่างตำบล ต่างอำเภอ มาร่วมกันคิดออกแบบผ่านการละเล่น การนำเสนอเรื่องราวชาวกวยบ้านตัวเอง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมระหว่างกัน

ในแต่ละรอบปี จะมีการผลัดการจัดกิจกรรม และครั้งนี้ก็เป็นปีที่ ๕ แล้ว โดย “เครือข่ายเยาวชนตำบลโพธิ์กระสังข์” ได้เป็นผู้ดำเนินการเป็นเจ้าบ้าน มีการเชิญเยาวชนและผู้นำจากทั้ง ๑๔ หมู่บ้านในตำบลโพธิ์กระสังข์ ร่วมกิจกรรมด้วย เพื่อต้อนรับกลุ่มเยาวชนชาวกวยอีก ๒ พื้นที่ คือ ชาวกวยจากบ้านรงระ ต.ตูม  อ.ปรางค์กู่  จ.ศรีสะเกษ และชาวกวยจากบ้านตาเจา  ต.โนนปูน  อ.ไพรบึง  จ.ศรีสะเกษ

ใช้สถานที่วัดไตรราษฎร์สามัคคี (บ้านซำ-ตาตา) ในการต้อนรับชาวกวยจากต่างพื้นที่และทำกิจกรรมนันทนาการเข้าฐานการเรียนรู้ในภาคเช้า มีวิทยากรรับเชิญมาให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงานกลุ่มและความรักสามัคคีในหมู่คณะ รวมถึงการรับประทานอาหารในภาคกลางวันและในตอนเย็นด้วย
ส่วนฐานการเรียนรู้ในภาคเช้า มี ๓ ฐาน ได้แก่
๑.    อาหารไทบ้านกวย ได้รับความร่วมมือจากผู้นำชุมชนและกลุ่มสตรีฯ นำเสนอ “เมี่ยง” จัดเป็นอาหารว่างชาวกวยและอาหารพื้นถิ่นที่หาได้ง่ายจากธรรมชาติ เป็นการนำพริกแห้งและตะไคร้สับมาโขลกใส่ปลาร้าผสมแป้งนัวและเกลือเล็กน้อย แล้วนำผลไม้ เช่น ลูกมะเดื่อ ขนุน ฝรั่ง มะพร้าวอ่อน มะละกอ ฯลฯ  มาม้วนกับใบไม้ที่กินได้ จิ้มกับ “เมี่ยง” ใช้ในการต้อนรับผู้มาเยือน ชาวกวยเรียกสิ่งนี้ว่า “เถ๊ะ ตะแวลย์”
เมี่ยง คือ อาหารว่างชาวกวย

๒.    ประวัติศาสตร์ชุมชน ภาษาและและวัฒนธรรมกวยโพธิ์กระสังข์ ได้รับความร่วมมือข้อมูลจาก คณะวิจัยชุมชนในนามโครงการวิจัย “กลุ่มเยาวชนกับการฟื้นฟูและอนุรักษ์วัฒนธรรมกวย สังกัดวัดไตรราษฎร์สามัคคี บ้านซำ และบ้านตาตา ตำบลโพธิ์กระสังข์  อำเภอขุนหาญ  จังหวัดศรีสะเกษ”และคณะวิจัยอักษรกวยตำบลโพธิ์กระสังข์ โดยนำผลงานจากการวิจัยมานำเสนอเป็นแผ่นพับ และให้เยาวชนชาวกวยได้ทำแบบทดสอบร่วมกัน
ฐานประวัติศาสตร์ภาษาและวัฒนธรรมกวย

๓.    วิถีกวย วิถีพอเพียง โดยได้จัดฐานการเรียนรู้ ๒ พื้นที่ ได้แก่
๓.๑ วัดไตรราษฎร์สามัคคี เป็นฐานการเรียนรู้การจัดการพื้นที่น้อยให้เกิดประโยชน์ ทั้งปลูกข้าว ปลูกหน่อไม้ บ่อเลี้ยงปลา มีโรงเรือนวัวและอื่นๆอีกมากมาย
๓.๒ สวนอินทรีย์คุ้มกระโดน  เป็นพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์ จำนวน ๖ ไร่แบบปักดำเป็นแถว เพาะเมล็ดกล้าข้าวในถาด และปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลาในนาข้าวด้วย

          และใช้สถานที่โรงเรียนบ้านซำ ในการแข่งขันกีฬาในภาคบ่าย ซึ่งมีทั้งกีฬาพื้นบ้านสนุกสนาน กีฬาพ่อบ้านแม่บ้าน และกีฬาสากล ที่เป็นการแบ่งกลุ่มไม่ได้แบ่งตามหมู่บ้าน เพื่อให้เกิดความรักสามัคคีระหว่างกวยต่างหมู่บ้านกัน สร้างเสียงหัวเราะและเป็นกันเองตลอดการแข่งขัน

ความสนุกสนานที่เด็กๆทำ ผู้ใหญ่ก็ได้สนุกสนานด้วย

          และกิจกรรมส่งท้ายก็คือการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เราใช้ชื่อว่า “จาโดยตะบือ โปรมโด” คือกินข้าวร่วมพา โดยเป็นกับข้าวพื้นบ้านที่หาได้จากธรรมชาติ รวมถึงมีการนำเสนอบทเพลงจากนักดนตรีชาวกวย คือ “ตุ้ม กอนกวยซะเร็น” ขับขานบทเพลงกวย เพื่อความเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน มีการแลกเปลี่ยนและนำเสนอการแสดงของแต่หมู่บ้านในขณะรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันด้วย ก่อนที่จะร่วมกันกำหนดทิศทางกันว่าในครั้งต่อไปจะจัดที่ไหนอย่างไร



สะเอง วัฒนธรรมกวย นำเสนอในงานพาแลง
   
       กวย แม้จะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เล็ก ๆ แต่ก็ทำและขับเคลื่อนงานเพื่อบ้านเกิดของตัวเองผ่านกิจกรรมดี ๆ มากมาย ที่มุ่งเน้นความสนุกสนาน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างความเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน

          แม้จะเป็นเพียงกิจกรรม แต่นี่ก็คือกิจกรรมที่สร้างสรรค์ มุ่งเน้นการเชื่อมสัมพันธ์ความเป็น “กวย” ไม่ให้สูญหาย กล้าที่จะแสดงออก กล้าที่จะทำสิ่งดี ๆ เพื่อบ้านเกิดของเขาเอง
         
          นี่ล่ะ  สานสัมพันธไมตรี กอนกวยฮักบ้านเกิด” แห่งอีสานใต้ ประเทศไทย



วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561

ยาเส้นเตอร์กิช เกษตรระยะสั้น อาชีพเสริมรายได้หลักแห่งศรีสมเด็จ เมืองร้อยเอ็ด


ยาเส้นเตอร์กิช  เกษตรระยะสั้น อาชีพเสริมรายได้หลักแห่งศรีสมเด็จ เมืองร้อยเอ็ด

โดย กอนกวยซะเกด

          อีกหนึ่งเช้า ณ ต่างถิ่นกำเนิด ตื่นมารับไอหนาวต้นเมษา แปลกความรู้สึกของฤดูแล้งที่เย็นจนขนคีงลุกเฉยเลย
          ที่นี่ คือ บ้านก่อ ตำบลศรีสมเด็จ อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด ข้อมูลจากวงข้าวเมื่อคืนมีว่า ชุมชนทั้งตำบลมีอาชีพเสริมที่เป็นรายได้หลัก ก็คือ การปลูก “ยากิซ”   
ทุ่งนาหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ก็ปลูกยาเส้นต่อเลย
     
          เช้านี้ ไม่รอช้ารีบตื่นมาสัมผัสอากาศเช้าต่างบ้านพร้อมมือถือเดินสำรวจรอบบ้าน ทุ่งนาหลังบ้านยังเหลือต้นประมาณเท่านิ้วหัวแม่มือสูงประมาณ 1 ศอก ที่มีการปลูกเป็นแถวเหมือนร่องมันสำปะหลังบ้านเรา เต็มท้องทุ่งนาแทบจะสุดลูกตาที่เห็น และเป็นเพียงตอที่หลงเหลือให้เห็นเท่านั้น เพราว่าเพิ่งถูกเก็บเกี่ยวออกไปเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้เอง ซึ่งระยะเวลาในการปลูกแค่ 3 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว
ยาเส้นเตอร์กิซ ของชุมชนบ้านก่อ
          แต่ทว่าโชคชะตาก็ช่วยเรา ขณะที่เดินกลับเข้าบ้าน สังเกตเห็นคุณยายท่านหนึ่งกำลังก้มเด็ดแต่ละใบๆใส่ครุถังในแปลงหลังบ้านนี่เอง
          ไม่รอช้า รีบเดินเข้าไปยกมือทักทายและถามไถ่ พร้อมบันทึกภาพเก็บไว้เป็นระยะ
          คุณยาย “หนูจันทร์” วัย 70 ปีเศษ นั่งเด็ดใบไปด้วย เล่าให้แขกที่เป็นกวยแปลกหน้าฟังไปด้วย
          ข้างๆ “หนาน” แปลงยาของยายก็มีการนำใบที่เด็ดก่อนหน้านี้มาร้อยแล้วตากไว้เป็นแถวที่มีไม้เล็กๆ ทำเป็นเสาแล้วนำใบที่เก็บนั้นมาร้อยด้วยเชือกคล้ายๆ ร้อยดอกทานตะวันแล้วตากขึงกับเสา จากใบสีเขียวๆที่เห็นคนยายเก็บ แต่ภาพที่ตากเอาไว้นั้นกลายเป็นสีน้ำตาล และมีถุงพลาสติกปิดไว้อีกชั้นกันฝนตกใส่ เพราะหากฝนตกเปียก ใบที่เก็บและตากไว้ก็จะกลายเป็นของทิ้งทั้งหมด
          กลิ่นของมัน แตะจมูกจี๊ดขึ้นมา พลันนึกถึงกลิ่นนี้เมื่อคราวัยเด็กที่เคยสัมผัสกลิ่นแบบนี้ ที่พ่อก็เคยปลูกไว้หลังบ้านเช่นกัน ที่ครั้งก่อนพ่อเคยพานอนในฮูและตื่นมาก็จะเก็บใบของมันตาก แต่ทว่าใบที่พ่อเคยปลูกนั้นใบจะมีลักษณะใหญ่กว่านี้เยอะเลย แต่กลิ่นของมันที่ได้สัมผันในครั้งนี้ไม่ต่างกันเลย






          “ยากิซ” ที่ได้ยินและได้พบเจอครั้งนี้ เป็นคำเฉพาะถิ่น ย่อมาจาก “ยาเตอร์กิซ” หรือยาสูบ ยาเส้นบ้านเรานี่เอง เขานิยมปลูกกันในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้างเสร็จประมาณเดือน ธันวาคม-มกราคม แล้วก็นำพันธุ์ยากิซนี้มาปลูกต่อ ใช้เวลาในการปลูก 3 เดือน ก็สามารถเก็บและจำหน่ายให้กับโรงงานและบริษัทได้แล้ว ซึ่งก็มีการปลูกมาไม่ต่ำกว่า 50 ปีแล้ว
          คำว่า “โรงงาน” ในความหมายของชาวบ้าน คือ โรงงานที่อยู่ภายใต้รัฐควบคุม และคำว่า “บริษัท” ก็คือบริษัทของเอกชน
          ทั้งสองอย่างนี้ เป็นเสมือนเจ้านายในการทำเกษตร โดยจะนำเมล็ดพันธุ์นี้มาให้ชาวบ้านปลูก และมียากำจัดวัชพืชและเร่งต่างๆ รวมถึงปุ๋ยที่ใช้เอื้อต่อการเพาะปลูกด้วย และก็มีการกำหนดราคาให้กับลูกค้าที่เป็นชาวบ้านด้วยตามสัญญาที่วางกันไว้ หรือที่เราเรียกกันว่า “เกษตรพันธะสัญญา” เช่นเดียวกับเกษตรชนิดอื่นๆ
          นี่คือเรื่องราวที่ได้พบพ้อระหว่างการเดินทาง
          กาแฟดำ 1 ถ้วยกับปากกาและสมุดบันทึกได้ทำหน้าที่ของมันอีกหนกับเรื่องดีๆ
          .
          แอบคิดต่อยอดไปว่า หากถ้าเกษตรกรสามารถคิดเก็บเกี่ยวและเก็บพันธุ์ “ยากิซ”มาปลูกและขยายพันธุ์เองได้ ปลูก เก็บเกี่ยว จำหน่าย แปรรูปเอง รายได้คงดีกว่าการได้อยู่ภายใต้สัญญานั้นๆ เป็นแน่

กอนกวยซะเกด
ณ โรงอิฐ “น้ำเพชรอิฐประสาน”
9 เมษา 61
.

#เตอร์กิซ, #ยาเส้น, #ศรีสมเด็จ, #เกษตร, #เกษตรพันธะสัญญา, #อาชีพเสริม, #รายได้หลัก, #ร้อยเอ็ด, #ยาสูบเตอรกิซ,