วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

คนอีสานโดยปกติเป็นคนรักสนุก ขยัน และเพราะความขยันในการประกอบอาชีพของตัวเอง จนต้องมีการหยิบยืมทรัพย์สิน จนบางทีก่อให้เกิดหนี้สินต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้หลายคนหลายครอบครัวต้องจากถิ่นฐานเข้าไปทำงานในเมืองหลวงเพื่อทำงานมาใช้หนี้นั้น ๆ แต่ก็ยังมีอีกพื้นที่หนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยที่มีการจัดการเรื่องหนี้สิน ได้ทั้งชุมชนรวมถึงมีระเบียบปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน และมีเป้าหมายของหนี้สินให้เป็นศูนย์ ที่แห่งนี้คือ “บ้านโพธิ์สามัคคี” หมู่ที่ ๘ ตำบลพิมายเหนือ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ



รายงานพิเศษ
เรื่อง :          โพธิ์สามัคคี  ลดหนี้มีแต่สุข
โดย : ขวัญชิต  โพธิ์กระสังข์
           
          ความเป็นอีสาน คือศูนย์รวมแห่งความหลากหลาย ทั้งวิถีชีวิต ภาษา วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ อาหารการกินและอื่น ๆ อีกมากมาย เหล่านี้คือมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นอีสานบ้านเรา
          คนอีสานโดยปกติเป็นคนรักสนุก ขยัน และเพราะความขยันในการประกอบอาชีพของตัวเอง จนต้องมีการหยิบยืมทรัพย์สิน จนบางทีก่อให้เกิดหนี้สินต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้หลายคนหลายครอบครัวต้องจากถิ่นฐานเข้าไปทำงานในเมืองหลวงเพื่อทำงานมาใช้หนี้นั้น ๆ แต่ก็ยังมีอีกพื้นที่หนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยที่มีการจัดการเรื่องหนี้สิน ได้ทั้งชุมชนรวมถึงมีระเบียบปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน และมีเป้าหมายของหนี้สินให้เป็นศูนย์ ที่แห่งนี้คือ “บ้านโพธิ์สามัคคี” หมู่ที่ ๘ ตำบลพิมายเหนือ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ
          “บ้านเราพูดภาษาถิ่นกูยศรีสะเกษ มีอยู่ ๑๒๘ ครัวเรือน ทำนาเป็นหลัก ก่อนหน้านี้ชาวนาเราก็กู้หนี้ยืมสินเพื่อเอามาทำนานี่ล่ะ หน่วยงานไหน องค์กรไหน หรือกลุ่มในหมู่บ้านมีอะไรมาให้กู้ ก็กู้กันหมด ตอนจะใช้คืนเขาก็วิ่งหาเงินกู้จากตัวนี้เอาไปโปะตัวนั้น กู้อีกตัวเอาไปโปะอีกตัว เป็นอย่างนี้มาตลอด” คำบอกกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้เงินของชุมชนจาก ประจวบ  สุขเมือง สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลพิมายเหนือและเป็นสภาผู้นำชุมชนบ้านโพธิ์สามัคคี
วิถีพอเพียงแห่งบ้านโพธิ์สามัคคี อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ

          ด้วยเพราะเป็นชุมชนที่มีผู้นำมีแนวคิดดี ๆ เลยได้นำเรื่องเหล่านี้มาช่วยกันผลักดันหาทางออกร่วมกันโดยใช้ปัญหาต่าง ๆ ของชุมชนเป็นที่ตั้ง และได้ดำเนินการร่วมกัน
          “เราคิดและทำร่วมกันมาหลายอย่างมาก ตั้งแต่เรื่องเยาวชน เรื่องกลุ่มต่าง ๆ ในบ้านเรา รวมถึงมีการจัดการขยะ และล่าสุดนี้ก็คือเรื่องการจัดการหนี้สินผนวกกับกิจกรรมการออมเพื่อให้ครอบครัวอบอุ่น โดยขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งทุกกิจกรรมหรือโครงการที่ผ่านมา ล้วนเป็นมติร่วมกันของสภาผู้นำชุมชนและชาวบ้านทั้งสิ้น”     บุญมี  สุขเสน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโพธิ์สามัคคี ให้ข้อมูลการจัดการชุมชนที่ผ่านมา
การจัดการชุมชนร่วมกันที่ว่าด้วยเรื่องหนี้สิน เริ่มด้วยการสำรวจข้อมูลการกู้หนี้ของแต่ละครัวเรือนว่ามากหรือน้อยเพียงไหน หนึ่งครัวเรือนมีการกู้หนี้จากองค์กรและหน่วยงานไหนมากน้อยเท่าไหร่ แล้วนำมาสรุปร่วมกัน 
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเล่าต่อว่า “หลังจากได้ข้อมูลมาแล้ว พวกเราเองก็หาทางออกด้วยการไปศึกษาดูงาน ดูพื้นที่ที่เขาจัดการได้ จนได้มติร่วมกันคือ หนึ่งครัวเรือน หนึ่งสัญญา คือ แต่ละครอบครัวกู้ได้หนึ่งสัญญาเท่านั้น”
หนึ่งครัวเรือน หนึ่งสัญญา” เป็นมติเพื่อจากที่ประชุมของชุมชนเพื่อลดการมีหนี้สินที่ไม่สิ้นสุด  นอกจากนั้น สภาผู้นำชุมชนเองก็มีการจัดการเพื่อตอบโจทย์ให้กับชุมชนนำไปสู่ครอบครัวอบอุ่น นั่นคือมีการจดบันทึกรายรับ รายจ่ายในแต่ละวัน ในแต่ละเดือนด้วย
เอกสารสัญญาเงินกู้ ทีเป็นนวัตกรรม "หนึ่งครัวเรือน หนึ่งสัญญา"

วัน สุภาทิพย์ สภาผู้นำชุมชนบ้านโพธิ์สามัคคี หยิบสมุดเล่มเล็กที่เขียนว่า “สมุดสัจจะสะสมทรัพย์” และสมุดเล่มใหญ่ที่เขียนว่า “สมุดบัญชีครัวเรือน รายรับรายจ่าย” มาให้ชมและอธิบายให้ฟังว่า “นอกจากเราจำนวนสัญญาการกู้หนี้ยืมสินมาเหลือครอบครัวละหนึ่งสัญญาแล้ว เราก็ยังมีการออมเป็นปกติเดือนละครั้ง ซึ่งพ่อเองก็ออมเดือนละ 50 บาท ไปออมกับสมาชิกในทุกวันที่ 5 ของเดือน และก็มีการบันทึกการใช้จ่ายแต่ละวันเขียนจดใส่ในสมุดเล่มใหญ่เอาไว้ ซึ่งทำให้รู้ได้ทันทีว่าเรามีเงินเข้าแทบทุกวันเลย เพราะว่าพ่อเองก็ทำเกษตร ขายผักบ้าง ผลไม้บ้าง สัตว์เลี้ยงบ้าง ได้มาก็นำมาเขียนใส่สมุดเอาไว้ ส่วนเราจ่ายอะไรก็มาเขียนไว้เหมือนกัน”
แต่ละคุ้มของชุมชนแห่งนี้ มีการจัดการเป็นสัดส่วน มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีการจัดทำเป็นแปลงเกษตรในสวนพื้นที่ของตัวเอง และมีความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยตามถนนหนทางและบ้านเรือน
นอกจากมีการทำเกษตรแบบครอบครัวและมีการจดบันทึกบัญชีครัวเรือนกันอย่างจริงจังแล้ว การออมอีกรูปแบบหนึ่งที่ดูไม่เหมือนจากที่อื่นนัก นั่นก็คือ การออมใส่กระบอกไม้ไผ่ ซึ่ง แจ้ง เหล่าเลิศ สภาผู้นำชุมชนผู้สูงวัยแห่งบ้านโพธิ์สามัคคี ได้อธิบายให้ฟังว่า “กระบอกอันใหญ่นี้ จะดูหนักหน่อย เพราะเอาไว้หยอดเหรียญ ส่วนกระบอกอันเล็กนี้คือธนบัตรล้วน ๆ ก่อนหนี้นี้ก็มีการหยอดใส่กระปุกออมสินทั่วไปที่เราต้องซื้อเขามา แต่พอชุมชนเรามีมติในการออมใส่กระบอกไม้ไผ่แบบนี้ ก็ดูสวยและประหยัดไปอีกแบบ อีกอย่างกระบอกไม้ไผ่พวกนี้ก็ไม่ต้องซื้อด้วย สองกระบอกที่เห็นนี้ตัวล่าสุดแล้ว ก่อนหน้านี้มันเต็มแล้วก็ผ่าแล้วนำไปเปิดบัญชีเอาไว้บ้าง เอาออกมาใช้สอยตามโอกาสบ้าง”
“ในกระบอกออมสินไม้ไผ่แบบนี้ เราไม่ได้จดบันทึกนะ ตัวที่เราคิดว่านอกเหลือจากที่เราจดบันทึกแล้วเราก็นำมาหยอดเอาไว้ แต่ก่อนนั้นหยอดใส่กระบอกไม้ไผ่ลำเดียวกัน แต่เหรียญมันทับธนบัตรทำให้เกิดขาดและชำรุด เลยต้องทำเป็นสองแบบอย่างที่เห็น แยกออกจากกันชัดเจน และในกระบอกไม้ไผ่นี้ถ้าเราต้องการซื้ออะไรที่ฉุกเฉินหรือเกิดความจำเป็น ก็นำมาผ่าใช้สอยได้ ยกตัวอย่างก่อนหน้านี้ ลูกสาวก็ต้องเรียนด้วย เลยได้ทุบไปก่อนแล้วบ้าง” แจ้ง เหล่าเลิศ อธิบายเพิ่มเติม
สมุดบัญชีครัวเรือน รายรับรายจ่าย

นี่คงเป็นการจัดการหนี้สิน และมีการวางฐานให้ผู้คนในชุมชนได้ร่วมคิด ร่วมออกแบบ วางแผนและดำเนินการเพื่อปลดจากหนี้ได้อย่างถาวร ตั้งแต่การลดบัญชีหนี้สินจากหลายๆสัญญา ให้เหลือเพียง หนึ่งสัญญาต่อหนึ่งครัวเรือน และมีการออมทรัพย์ด้วยกลุ่มของชุมชนและมีการจดบัญชีรายรับรายจ่าย รวมถึงนวัตกรรมออมสินใส่กระบอกไม้ไผ่ที่มีทุกครัวเรือน
“จากการดำเนินการที่ผ่านมา ชุมชนเราแม้จะมี ๑๒๘ ครัวเรือน แต่ก็มีบางครัวเรือนที่ไม่ยอมกู้หนี้สินไม่มีสัญญาใด ๆ ผูกมัด ซึ่งก็มีสัญญาในชุมชนเราเพียง ๗๘ สัญญา นั่นหมายความว่า มีเพียง ๗๘ ครัวเรือนเท่านั้น” ประจวบ สุขเมือง กล่าวสรุปให้ฟังขณะเปิดเอกสารแฟ้มบัญชีการกู้ยืมของสมาชิกในชุมชนบ้านโพธิ์สามัคคี
กระบอกออมสินไม้ไผ่
สอดคล้องกับที่ ถิระโรจน์ จารุรัศมีวงศ์ สภาผู้นำชุมชนบ้านโพธิ์สามัคคี  คนรุ่นใหม่ที่มองชุมชนของพวกเขา “ในอนาคตสิ่งที่ใฝ่ฝันอยากเห็นชุมชนของพวกเราปลอดจากหนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของในหลวงรัชการที่ ๙  นอกจากนี้ก็อยากเห็นสุขภาพของชาวบ้านเราแข็งแรง มีภูมิต้านทานในทุก ๆ เรื่อง รวมไปถึงการเป็นชุมชนน่าอยู่ มีครอบครัวที่อบอุ่นและยั่งยืน”
จากการระดมความคิดร่วมกัน และขับเคลื่อนชุมชนร่วมกัน แก้ปัญหาและหาทางออกร่วมกัน  ชุมชนบ้านโพธิ์สามัคคี หมู่ที่ ๘ ตำบลพิมายเหนือ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ  คงเป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านตัวอย่างที่ควรแก่การชื่นชมและศึกษาดูงานในด้านต่าง ๆ ต่อไป








วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561


“ผ้าเย็บ” อาชีพเสริมแม่บ้านสร้างรายได้สานสัมพันธ์ครอบครัวแห่งหนองแรต  เมืองศีขรภูมิ
โดย ขวัญชิต  โพธิ์กระสังข์
สุรินทร์ – กลุ่มสตรีบ้านหนองแรต กับอาชีพเสริมหลังว่างเว้นจากทำนา เย็บเศษผ้าส่งโรงงานรายได้ประมาณวันละ100-200บาทและได้สร้างความสัมพันธ์ครอบครัวไปด้วย
บ้านหนองแรต หมู่ที่ 5 ต.ขวาวใหญ่ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ มีอาชีพเสริมที่โดดเด่นของที่นี่ นั่นคือ “ผ้าเย็บ” คือมีการรับผ้าเศษมาจากโรงงานแล้วเย็บเป็นสินค้าต่าง ๆ โดยกลุ่มสตรี
อ้อยใจ  มณีคำ กลุ่มสตรีบ้านหนองแรต เล่าเป็นภาษาถิ่นว่า แล้วเวียกนาแล้ว กะมีพี่น้องคนฮู้จักเอาผ้าจากโรงงานมาให้เย็บเป็นเสื้อแหน่ ส่ง (กางเกง)แหน่ กระเป๋าแหน่ ผ้าเซ็ดจักร (ผ้าเช็ดเครื่องจักรอุตสาหกรรม)แหน่ ตามที่เพิ่นสั่งจองให้เฮ็ด แล้วเพิ่นกะมาฮับซื้อไป
หนึ่งในผลิตภัณฑ์จากกลุ่มแม่บ้านหนองแรต

“กลุ่มแม่บ้านเฮากะสิมีจักรเย็บผ้าอยู่ที่ทำการสถาบันการเงินชุมชนจำนวนหนึ่ง และจะมีอยู่ตามบ้านเฮือนของเจ้าของแหน่บางส่วน”
ส่วน อัมพร  พวงสด กลุ่มสตรีบ้านหนองแรตอีกคนเสริมว่า “หมู่เจ้าของใช้เวลาว่างจากงานบ้านวันละเล็กละน้อยมาเย็บ พอเสร็จก็บรรจุใส่กระสอบ ๆ ละ 25 กิโลกรัม ๆ ละ 4 บาท แต่ละคนก็ทำได้ 20-30 กระสอบ แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน ก็ได้คนละ 2,000-3,000 บาท/เทือ”
สำหรับใผที่ฮับงานตัดเย็บเป็นชุด จำพวกเสื้อหรือส่ง เขาก็จะมีรายได้ตื่มเข้ามาอีก แล้วแต่ว่าใผสิหมั่นเฮ็ดอันได๋
ด้าน สอน ตื้อแอ้ วัย  56 ปี ในอดีตเคยทำอาชีพเสริมนี้ เธอเล่าให้ฟังภายหลังจากที่กลับจากดายหญ้าให้วัวว่า “เป็นเวียกง่าย ๆ บ่ได้ออกไปไส กะสามารถหาเงินได้บ่ยากเลย แต่ซูมื้อนี้บ่ได้เฮ็ดแล้ว ย้อนอายุหลายขึ้น นั่งดน ๆ บ่ได้ แต่เป็นอาชีพที่เหมาะกับแม่บ้านหมู่เฮา อยู่เฮือนกะได้เบิ่งแยงผู้ป่วยติดเตียงไปนำ”
กระเป๋าจากผ้าไหม ฝีมือการเย็บของแม่บ้าน
แม้แต่ ท็อป หรือ เมธวิน  โองอินทร์  เด็กชายวัย 8 ปี หลานของสอน ตื้อแอ้ ก็เล่าให้ฟังว่า “มื้อได๋ที่บ่ได้ไปเฮียนหนังสือกะอยู่เฮือน เล่นเกมแหน่ ไปเล่นกับหมู่ ๆ แหน่ ถ้าอยู่เฮือน กะสิซอยจับผ้าเศษให้แหน่ เป็นลางเทือ แต่บ่ดุดอก(ไม่บ่อยนัก)”
อย่างไรก็ดี คำว่า “หนองแรต” นี้ ไพศรี ศรีไพร ผู้ใหญ่บ้านได้ให้คำตอบว่า เป็นคำสะกดผิดจากทางการเอง แทนที่สิเป็นคำว่า “หนองแรด” จั่งซี่ (อย่างนี้)
ไทบ้านเฮาเว้าลาวนี่ล่ะ เฮ็ดนาเป็นอาชีพหลัก แต่การเฮ็ดนาก็เป็นนาปีและเป็นนาหว่าน ที่ต้องใช้ทุนทรัพย์หลาย
 
กองผ้าเศษเตรียมนำไปสู่การเย็บเป็นผลิตภัณฑ์
และไทบ้านเฮากะมีการรวมกลุ่มกันเฮ็ดกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมอาชีพมีรายได้อย่างหลากหลาย เช่น กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่ม อสม. กลุ่มแม่บ้าน และยังมีการรวมกลุ่มกันออกไปรับซื้อของเก่าอีกร่วม 20 คัน ซึ่งแต่ละคันก็ไปกันหลายครอบครัว 6-10 คน/คัน
.
ผลงานกับการฝึกหัดเขียนข่าวชิ้นแรก ในโครงการ อบรมนักข่าวภาคอีสาน รุ่นที่ 3 ครั้งที่ 2 จัดโดย เดอะอีสานเรคคอร์ด 3-5 สิงหาคม 2561 ณ โรงแรม The Grace Residence อ.เมือง จ.สุรินทร์
******************