วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

คนอีสานโดยปกติเป็นคนรักสนุก ขยัน และเพราะความขยันในการประกอบอาชีพของตัวเอง จนต้องมีการหยิบยืมทรัพย์สิน จนบางทีก่อให้เกิดหนี้สินต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้หลายคนหลายครอบครัวต้องจากถิ่นฐานเข้าไปทำงานในเมืองหลวงเพื่อทำงานมาใช้หนี้นั้น ๆ แต่ก็ยังมีอีกพื้นที่หนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยที่มีการจัดการเรื่องหนี้สิน ได้ทั้งชุมชนรวมถึงมีระเบียบปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน และมีเป้าหมายของหนี้สินให้เป็นศูนย์ ที่แห่งนี้คือ “บ้านโพธิ์สามัคคี” หมู่ที่ ๘ ตำบลพิมายเหนือ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ



รายงานพิเศษ
เรื่อง :          โพธิ์สามัคคี  ลดหนี้มีแต่สุข
โดย : ขวัญชิต  โพธิ์กระสังข์
           
          ความเป็นอีสาน คือศูนย์รวมแห่งความหลากหลาย ทั้งวิถีชีวิต ภาษา วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ อาหารการกินและอื่น ๆ อีกมากมาย เหล่านี้คือมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นอีสานบ้านเรา
          คนอีสานโดยปกติเป็นคนรักสนุก ขยัน และเพราะความขยันในการประกอบอาชีพของตัวเอง จนต้องมีการหยิบยืมทรัพย์สิน จนบางทีก่อให้เกิดหนี้สินต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้หลายคนหลายครอบครัวต้องจากถิ่นฐานเข้าไปทำงานในเมืองหลวงเพื่อทำงานมาใช้หนี้นั้น ๆ แต่ก็ยังมีอีกพื้นที่หนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยที่มีการจัดการเรื่องหนี้สิน ได้ทั้งชุมชนรวมถึงมีระเบียบปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน และมีเป้าหมายของหนี้สินให้เป็นศูนย์ ที่แห่งนี้คือ “บ้านโพธิ์สามัคคี” หมู่ที่ ๘ ตำบลพิมายเหนือ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ
          “บ้านเราพูดภาษาถิ่นกูยศรีสะเกษ มีอยู่ ๑๒๘ ครัวเรือน ทำนาเป็นหลัก ก่อนหน้านี้ชาวนาเราก็กู้หนี้ยืมสินเพื่อเอามาทำนานี่ล่ะ หน่วยงานไหน องค์กรไหน หรือกลุ่มในหมู่บ้านมีอะไรมาให้กู้ ก็กู้กันหมด ตอนจะใช้คืนเขาก็วิ่งหาเงินกู้จากตัวนี้เอาไปโปะตัวนั้น กู้อีกตัวเอาไปโปะอีกตัว เป็นอย่างนี้มาตลอด” คำบอกกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้เงินของชุมชนจาก ประจวบ  สุขเมือง สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลพิมายเหนือและเป็นสภาผู้นำชุมชนบ้านโพธิ์สามัคคี
วิถีพอเพียงแห่งบ้านโพธิ์สามัคคี อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ

          ด้วยเพราะเป็นชุมชนที่มีผู้นำมีแนวคิดดี ๆ เลยได้นำเรื่องเหล่านี้มาช่วยกันผลักดันหาทางออกร่วมกันโดยใช้ปัญหาต่าง ๆ ของชุมชนเป็นที่ตั้ง และได้ดำเนินการร่วมกัน
          “เราคิดและทำร่วมกันมาหลายอย่างมาก ตั้งแต่เรื่องเยาวชน เรื่องกลุ่มต่าง ๆ ในบ้านเรา รวมถึงมีการจัดการขยะ และล่าสุดนี้ก็คือเรื่องการจัดการหนี้สินผนวกกับกิจกรรมการออมเพื่อให้ครอบครัวอบอุ่น โดยขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งทุกกิจกรรมหรือโครงการที่ผ่านมา ล้วนเป็นมติร่วมกันของสภาผู้นำชุมชนและชาวบ้านทั้งสิ้น”     บุญมี  สุขเสน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโพธิ์สามัคคี ให้ข้อมูลการจัดการชุมชนที่ผ่านมา
การจัดการชุมชนร่วมกันที่ว่าด้วยเรื่องหนี้สิน เริ่มด้วยการสำรวจข้อมูลการกู้หนี้ของแต่ละครัวเรือนว่ามากหรือน้อยเพียงไหน หนึ่งครัวเรือนมีการกู้หนี้จากองค์กรและหน่วยงานไหนมากน้อยเท่าไหร่ แล้วนำมาสรุปร่วมกัน 
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเล่าต่อว่า “หลังจากได้ข้อมูลมาแล้ว พวกเราเองก็หาทางออกด้วยการไปศึกษาดูงาน ดูพื้นที่ที่เขาจัดการได้ จนได้มติร่วมกันคือ หนึ่งครัวเรือน หนึ่งสัญญา คือ แต่ละครอบครัวกู้ได้หนึ่งสัญญาเท่านั้น”
หนึ่งครัวเรือน หนึ่งสัญญา” เป็นมติเพื่อจากที่ประชุมของชุมชนเพื่อลดการมีหนี้สินที่ไม่สิ้นสุด  นอกจากนั้น สภาผู้นำชุมชนเองก็มีการจัดการเพื่อตอบโจทย์ให้กับชุมชนนำไปสู่ครอบครัวอบอุ่น นั่นคือมีการจดบันทึกรายรับ รายจ่ายในแต่ละวัน ในแต่ละเดือนด้วย
เอกสารสัญญาเงินกู้ ทีเป็นนวัตกรรม "หนึ่งครัวเรือน หนึ่งสัญญา"

วัน สุภาทิพย์ สภาผู้นำชุมชนบ้านโพธิ์สามัคคี หยิบสมุดเล่มเล็กที่เขียนว่า “สมุดสัจจะสะสมทรัพย์” และสมุดเล่มใหญ่ที่เขียนว่า “สมุดบัญชีครัวเรือน รายรับรายจ่าย” มาให้ชมและอธิบายให้ฟังว่า “นอกจากเราจำนวนสัญญาการกู้หนี้ยืมสินมาเหลือครอบครัวละหนึ่งสัญญาแล้ว เราก็ยังมีการออมเป็นปกติเดือนละครั้ง ซึ่งพ่อเองก็ออมเดือนละ 50 บาท ไปออมกับสมาชิกในทุกวันที่ 5 ของเดือน และก็มีการบันทึกการใช้จ่ายแต่ละวันเขียนจดใส่ในสมุดเล่มใหญ่เอาไว้ ซึ่งทำให้รู้ได้ทันทีว่าเรามีเงินเข้าแทบทุกวันเลย เพราะว่าพ่อเองก็ทำเกษตร ขายผักบ้าง ผลไม้บ้าง สัตว์เลี้ยงบ้าง ได้มาก็นำมาเขียนใส่สมุดเอาไว้ ส่วนเราจ่ายอะไรก็มาเขียนไว้เหมือนกัน”
แต่ละคุ้มของชุมชนแห่งนี้ มีการจัดการเป็นสัดส่วน มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีการจัดทำเป็นแปลงเกษตรในสวนพื้นที่ของตัวเอง และมีความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยตามถนนหนทางและบ้านเรือน
นอกจากมีการทำเกษตรแบบครอบครัวและมีการจดบันทึกบัญชีครัวเรือนกันอย่างจริงจังแล้ว การออมอีกรูปแบบหนึ่งที่ดูไม่เหมือนจากที่อื่นนัก นั่นก็คือ การออมใส่กระบอกไม้ไผ่ ซึ่ง แจ้ง เหล่าเลิศ สภาผู้นำชุมชนผู้สูงวัยแห่งบ้านโพธิ์สามัคคี ได้อธิบายให้ฟังว่า “กระบอกอันใหญ่นี้ จะดูหนักหน่อย เพราะเอาไว้หยอดเหรียญ ส่วนกระบอกอันเล็กนี้คือธนบัตรล้วน ๆ ก่อนหนี้นี้ก็มีการหยอดใส่กระปุกออมสินทั่วไปที่เราต้องซื้อเขามา แต่พอชุมชนเรามีมติในการออมใส่กระบอกไม้ไผ่แบบนี้ ก็ดูสวยและประหยัดไปอีกแบบ อีกอย่างกระบอกไม้ไผ่พวกนี้ก็ไม่ต้องซื้อด้วย สองกระบอกที่เห็นนี้ตัวล่าสุดแล้ว ก่อนหน้านี้มันเต็มแล้วก็ผ่าแล้วนำไปเปิดบัญชีเอาไว้บ้าง เอาออกมาใช้สอยตามโอกาสบ้าง”
“ในกระบอกออมสินไม้ไผ่แบบนี้ เราไม่ได้จดบันทึกนะ ตัวที่เราคิดว่านอกเหลือจากที่เราจดบันทึกแล้วเราก็นำมาหยอดเอาไว้ แต่ก่อนนั้นหยอดใส่กระบอกไม้ไผ่ลำเดียวกัน แต่เหรียญมันทับธนบัตรทำให้เกิดขาดและชำรุด เลยต้องทำเป็นสองแบบอย่างที่เห็น แยกออกจากกันชัดเจน และในกระบอกไม้ไผ่นี้ถ้าเราต้องการซื้ออะไรที่ฉุกเฉินหรือเกิดความจำเป็น ก็นำมาผ่าใช้สอยได้ ยกตัวอย่างก่อนหน้านี้ ลูกสาวก็ต้องเรียนด้วย เลยได้ทุบไปก่อนแล้วบ้าง” แจ้ง เหล่าเลิศ อธิบายเพิ่มเติม
สมุดบัญชีครัวเรือน รายรับรายจ่าย

นี่คงเป็นการจัดการหนี้สิน และมีการวางฐานให้ผู้คนในชุมชนได้ร่วมคิด ร่วมออกแบบ วางแผนและดำเนินการเพื่อปลดจากหนี้ได้อย่างถาวร ตั้งแต่การลดบัญชีหนี้สินจากหลายๆสัญญา ให้เหลือเพียง หนึ่งสัญญาต่อหนึ่งครัวเรือน และมีการออมทรัพย์ด้วยกลุ่มของชุมชนและมีการจดบัญชีรายรับรายจ่าย รวมถึงนวัตกรรมออมสินใส่กระบอกไม้ไผ่ที่มีทุกครัวเรือน
“จากการดำเนินการที่ผ่านมา ชุมชนเราแม้จะมี ๑๒๘ ครัวเรือน แต่ก็มีบางครัวเรือนที่ไม่ยอมกู้หนี้สินไม่มีสัญญาใด ๆ ผูกมัด ซึ่งก็มีสัญญาในชุมชนเราเพียง ๗๘ สัญญา นั่นหมายความว่า มีเพียง ๗๘ ครัวเรือนเท่านั้น” ประจวบ สุขเมือง กล่าวสรุปให้ฟังขณะเปิดเอกสารแฟ้มบัญชีการกู้ยืมของสมาชิกในชุมชนบ้านโพธิ์สามัคคี
กระบอกออมสินไม้ไผ่
สอดคล้องกับที่ ถิระโรจน์ จารุรัศมีวงศ์ สภาผู้นำชุมชนบ้านโพธิ์สามัคคี  คนรุ่นใหม่ที่มองชุมชนของพวกเขา “ในอนาคตสิ่งที่ใฝ่ฝันอยากเห็นชุมชนของพวกเราปลอดจากหนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของในหลวงรัชการที่ ๙  นอกจากนี้ก็อยากเห็นสุขภาพของชาวบ้านเราแข็งแรง มีภูมิต้านทานในทุก ๆ เรื่อง รวมไปถึงการเป็นชุมชนน่าอยู่ มีครอบครัวที่อบอุ่นและยั่งยืน”
จากการระดมความคิดร่วมกัน และขับเคลื่อนชุมชนร่วมกัน แก้ปัญหาและหาทางออกร่วมกัน  ชุมชนบ้านโพธิ์สามัคคี หมู่ที่ ๘ ตำบลพิมายเหนือ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ  คงเป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านตัวอย่างที่ควรแก่การชื่นชมและศึกษาดูงานในด้านต่าง ๆ ต่อไป








วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561


“ผ้าเย็บ” อาชีพเสริมแม่บ้านสร้างรายได้สานสัมพันธ์ครอบครัวแห่งหนองแรต  เมืองศีขรภูมิ
โดย ขวัญชิต  โพธิ์กระสังข์
สุรินทร์ – กลุ่มสตรีบ้านหนองแรต กับอาชีพเสริมหลังว่างเว้นจากทำนา เย็บเศษผ้าส่งโรงงานรายได้ประมาณวันละ100-200บาทและได้สร้างความสัมพันธ์ครอบครัวไปด้วย
บ้านหนองแรต หมู่ที่ 5 ต.ขวาวใหญ่ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ มีอาชีพเสริมที่โดดเด่นของที่นี่ นั่นคือ “ผ้าเย็บ” คือมีการรับผ้าเศษมาจากโรงงานแล้วเย็บเป็นสินค้าต่าง ๆ โดยกลุ่มสตรี
อ้อยใจ  มณีคำ กลุ่มสตรีบ้านหนองแรต เล่าเป็นภาษาถิ่นว่า แล้วเวียกนาแล้ว กะมีพี่น้องคนฮู้จักเอาผ้าจากโรงงานมาให้เย็บเป็นเสื้อแหน่ ส่ง (กางเกง)แหน่ กระเป๋าแหน่ ผ้าเซ็ดจักร (ผ้าเช็ดเครื่องจักรอุตสาหกรรม)แหน่ ตามที่เพิ่นสั่งจองให้เฮ็ด แล้วเพิ่นกะมาฮับซื้อไป
หนึ่งในผลิตภัณฑ์จากกลุ่มแม่บ้านหนองแรต

“กลุ่มแม่บ้านเฮากะสิมีจักรเย็บผ้าอยู่ที่ทำการสถาบันการเงินชุมชนจำนวนหนึ่ง และจะมีอยู่ตามบ้านเฮือนของเจ้าของแหน่บางส่วน”
ส่วน อัมพร  พวงสด กลุ่มสตรีบ้านหนองแรตอีกคนเสริมว่า “หมู่เจ้าของใช้เวลาว่างจากงานบ้านวันละเล็กละน้อยมาเย็บ พอเสร็จก็บรรจุใส่กระสอบ ๆ ละ 25 กิโลกรัม ๆ ละ 4 บาท แต่ละคนก็ทำได้ 20-30 กระสอบ แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน ก็ได้คนละ 2,000-3,000 บาท/เทือ”
สำหรับใผที่ฮับงานตัดเย็บเป็นชุด จำพวกเสื้อหรือส่ง เขาก็จะมีรายได้ตื่มเข้ามาอีก แล้วแต่ว่าใผสิหมั่นเฮ็ดอันได๋
ด้าน สอน ตื้อแอ้ วัย  56 ปี ในอดีตเคยทำอาชีพเสริมนี้ เธอเล่าให้ฟังภายหลังจากที่กลับจากดายหญ้าให้วัวว่า “เป็นเวียกง่าย ๆ บ่ได้ออกไปไส กะสามารถหาเงินได้บ่ยากเลย แต่ซูมื้อนี้บ่ได้เฮ็ดแล้ว ย้อนอายุหลายขึ้น นั่งดน ๆ บ่ได้ แต่เป็นอาชีพที่เหมาะกับแม่บ้านหมู่เฮา อยู่เฮือนกะได้เบิ่งแยงผู้ป่วยติดเตียงไปนำ”
กระเป๋าจากผ้าไหม ฝีมือการเย็บของแม่บ้าน
แม้แต่ ท็อป หรือ เมธวิน  โองอินทร์  เด็กชายวัย 8 ปี หลานของสอน ตื้อแอ้ ก็เล่าให้ฟังว่า “มื้อได๋ที่บ่ได้ไปเฮียนหนังสือกะอยู่เฮือน เล่นเกมแหน่ ไปเล่นกับหมู่ ๆ แหน่ ถ้าอยู่เฮือน กะสิซอยจับผ้าเศษให้แหน่ เป็นลางเทือ แต่บ่ดุดอก(ไม่บ่อยนัก)”
อย่างไรก็ดี คำว่า “หนองแรต” นี้ ไพศรี ศรีไพร ผู้ใหญ่บ้านได้ให้คำตอบว่า เป็นคำสะกดผิดจากทางการเอง แทนที่สิเป็นคำว่า “หนองแรด” จั่งซี่ (อย่างนี้)
ไทบ้านเฮาเว้าลาวนี่ล่ะ เฮ็ดนาเป็นอาชีพหลัก แต่การเฮ็ดนาก็เป็นนาปีและเป็นนาหว่าน ที่ต้องใช้ทุนทรัพย์หลาย
 
กองผ้าเศษเตรียมนำไปสู่การเย็บเป็นผลิตภัณฑ์
และไทบ้านเฮากะมีการรวมกลุ่มกันเฮ็ดกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมอาชีพมีรายได้อย่างหลากหลาย เช่น กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่ม อสม. กลุ่มแม่บ้าน และยังมีการรวมกลุ่มกันออกไปรับซื้อของเก่าอีกร่วม 20 คัน ซึ่งแต่ละคันก็ไปกันหลายครอบครัว 6-10 คน/คัน
.
ผลงานกับการฝึกหัดเขียนข่าวชิ้นแรก ในโครงการ อบรมนักข่าวภาคอีสาน รุ่นที่ 3 ครั้งที่ 2 จัดโดย เดอะอีสานเรคคอร์ด 3-5 สิงหาคม 2561 ณ โรงแรม The Grace Residence อ.เมือง จ.สุรินทร์
******************

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โรงเรียนจัดการตนเอง เมืองคง (คงคาวิทยา) ตอนที่ 1

โรงเรียนจัดการตนเอง เมืองคง(คงคาวิทยา) ตอนที่ 1
บ้านต้นไม้ ห้องเรียนมีชีวิตแห่งการเรียนรู้

#อยู่ดีมีแฮง ไปกับ #กอนกวยซะเกด

หลายครั้งหลายคราวที่ได้เดินทาง
ผมคิดว่ามันเป็นประสบการณ์อันท้าทายและงดงามเสมอ เพราะทำให้ได้พบเห็นเรื่องราว ได้พบเจอผู้คน ได้เรียนรู้สิ่งสิ่งรอบข้างใหม่ ๆ ร่วมกับชุมชนและผู้คนนั้น ๆ จึงได้เก็บเกี่ยวเรื่องราวระหว่างทางเหล่านั้น เพื่อเป็นบทเรียนและประยุกต์ใช้กับตัวเองและนำเสนอตามกาลและเวลาของมัน
.
ที่แห่งนี้ก็เช่นกัน โรงเรียนเมืองคง (คงคาวิทยา) อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นอีกสถานศึกษาที่จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผมได้เห็นแล้วค่อนข้างไม่เหมือนจากที่อื่นๆ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านก็เข้าใจร่วมกันด้วยดี
.
สิ่งแรกที่ผมได้สัมผัส นั่นคือ โรงเรียนประถมแห่งนี้ทำให้ผม งง?
งงว่านักเรียนแต่ละห้องมีจำนวนมาก และมีครูประจำชั้นเรียนหลักอย่างน้อย 2 คน ซึ่งต่อมาผมได้คำตอบว่า ที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีครูสอน แต่คนที่ผมเข้าใจว่าเป็นครูนั้น ที่นี่เขาเรียกกันว่า ผู้อำนวยการชั้นเรียน มีสองคน และมีนักศึกษาฝึกประสบการณ์ ซึ่งก็เรียกว่า ผู้ช่วยผู้อำนวยการชั้นเรียน
.
จะเรียกอะไรก็ตามแต่เนาะครับ สำหรับผมเอง นั่นคือ ทำให้ความงงของผมอยากหาคำตอบ ซึ่งตำแหน่งนั้น ๆ มันไม่ใช่เพียงแค่เปลี่ยนเพื่อความเท่แต่อย่างใด มันมีคำตอบของมันในตัว
.
ส่วนที่จะเล่าต่อจากนี้ ขอเริ่มด้วยชั้นระดับอนุบาล
.
อนุบาล 5-6 ขวบ ก็มีเป็นห้องเดียว ไม่มีการแบ่งเป็นห้อง 1 หรือห้อง 2 มีการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัยคล้าย ๆ กับที่อื่น ๆ แต่ที่มีแปลกคือ ผู้อำนวยการและผู้ช่วยผู้อำนวยการชั้นเรียนของระดับอนุบาล มีการทำงานกันเป็นทีม มีการแบ่งกลุ่มนักเรียนโดยคละชั้นและมีการจัดบัดดี้กันในการทำงานของเด็กนักเรียน และให้เด็กๆ ร่วมออกแบบในการคิดอยากทำอะไร ที่ไหน อย่างไร โดยมีการประชุมและดำเนินการจากผอ.และผช.ผอ.ชั้นเรียนอย่างใกล้คิด เสร็จกระบวนการแล้วก็มาให้เด็กๆออกแบบวาดภาพระบายศรีและนำเสนอเองด้วย

ซึ่งจากที่ได้สังเกตแล้ว อาจจะคล้ายกับที่อื่นหรือไม่นั้น ผมไม่อาจจะทราบได้ พยายามตั้งคำถามว่า เด็กเขาคิดได้ขนาดนั้นหรือว่าเขาจะไปที่ไหน ทำอะไร และเขาจะได้อะไรบ้างกับวัยขนาดนี้ แต่ทว่าสิ่งที่ผมได้สัมผัสนั้นทำให้ค่อนข้างอิ่มอกอิ่มใจ แอบยิ้มกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปกับเด็ก ๆ
.


และมีสิ่งที่ประทับจากเด็กๆ วัยน้อยๆ นี้ อีกมากมาย เช่น มีน้องอนุบาลที่พูดแต่ภาษาอังกฤษใส่ผม น่าจะเป็นครั้งแรกให้รอบร่วมสิบปีที่ทำให้ผมได้สื่อสารภาษานี้ด้วย ทำให้ทึ่งกับผู้ปกครองที่ดูแลน้องมา ทั้งที่ผมพยายามสื่อสารกับน้องด้วยภาษาไทยและภาษาอีสานรวมถึงเยอด้วย แต่น้องไม่สนเลย กลับสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษอย่างเดียว เอ๋ หรือว่าหน้าผมนี่มันบ่งบอกขนาดนั้นเชียวหรือ ซึ่งก็น่าชื่นชมผู้ปกครองเองที่ใส่ใจและคณะผู้อำนวยการและผู้ช่วยผู้อำนวยการชั้นเรียนทุกท่านครับ
.

(โปรดติดตามตอนต่อไป)
30 มิถุนายน 2561

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ธรรมนูญชุมชน : ชุมชนน่าอยู่บ้านตาตา

ธรรมนูญชุมชน : ชุมชนน่าอยู่บ้านตาตา


          ชุมชนใดที่มีการออกแบบกฎ กติกา ระเบียบข้อบังคับของตัวเอง ด้วยการออกแบบร่วมกันของคนในชุมชนตัวเอง ชุมชนนั้นก็มีพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งได้ในไม่ช้า
         
ความเป็นชุมชนชนบทแต่ละพื้นที่นั้นมีความเหมือนในความแตกต่างกัน ตามแต่บริบทและองค์ประกอบของแต่ละพื้นที่นั้นๆ มีวิถีวัฒนธรรม มีภาษา มีขนบธรรมเนียม มีพิธีกรรม นั่นคงเป็นมนต์เสน่ห์ของความเป็นอีสานบ้านเรา
     บ้านตาตา ม.1 ต.โพธิ์กระสังข์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เป็นชุมชนชาวกวย ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของชาติพันธุ์ในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นชุนชมที่มีความเข้มแข็งหลายส่วน ทั้งเรื่องวัฒนธรรมภาษาถิ่น วัฒนธรรมการแต่งกายที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ รวมไปถึงกิจกรรมที่เกี่ยวกับเด็กเยาวชน และในการดำเนินกิจกรรมต่างๆมีการขับเคลื่อนการทำงานทั้งหมู่บ้าน โดยมีสภาผู้นำชุมชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆของชุมชน


          “ชุมชนของเรา มีพื้นฐานดีด้านวัฒนธรรม การขับเคลื่อนต่างๆด้านวัฒนธรรมจึงเป็นไปได้ง่าย โดยเฉพาะกิจกรรมประเพณีที่เกี่ยวกับการลดละเลิกแอลกอฮอล์ และในระยะหลังๆ ได้มีการขับเคลื่อนร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือ สสส. ภายใต้โครงการ ชุมชนน่าอยู่บ้านตาตา เพื่อมาหนุนเสริมแนวคิดและวิธีปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมและเข้มแข็งขึ้น ซึ่งชุมชนเรามีการขับเคลื่อนไปด้วยการเข้าที่ประชุมที่มีการเชิญผู้นำต่างๆเป็นสมาชิกด้วย เช่น ตัวแทนเยาวชน ตัวแทนกลุ่มสตรี ปราชญ์ชาวบ้าน พระสงฆ์ หัวหน้าคุ้ม และกลุ่มต่างๆ เราเรียกว่า “สภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา” ใครมีปัญหาและเรื่องราวอะไรก็เข้าที่ประชุมสภาให้ได้รับรู้และแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยจะมีการประชุมกันเดือนละ 2 ครั้ง ทำให้เรื่องราวต่างๆของชุมชนเราถูกพูดถึงบ่อยผ่านสภาผู้นำชุมชนและร่วมแก้ไปด้วยกัน” นายสมฉลอง  โพธิสาร รองประธานสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา เล่าให้ฟังถึงที่มาของสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา และในการขับเคลื่อนหลักๆในการแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านั้น บ้านตาตาก็มีการกำหนดวางกฎกติกาชุมชนขึ้นเป็นเบื้องต้น เพื่อกำกับ บังคับใช้และวางระเบียบร่วมกันด้วย
          “หลักๆของการพูดคุยร่วมกันในวงสภาผู้นำชุมชนนั้น คือการพูดคุยสุขทุกข์ร่วมกัน และการทำงานของแต่ละรอบเดือน รวมถึงมีการกติกาชุมชนร่วมกัน นั่นคือ ธรรมนูญชุมชน ของเราด้วย” นายธีรพล แก้วลอย สมาชิกสภาผู้นำชุมชนบ้านตาตา บอกเล่าถึงที่มาของธรรมนูญชุมชน


          อีกสิ่งหนึ่งที่บ้านตาตาทำอยู่นั่นก็คือ การเก็บข้อมูลพื้นฐานชุมชนรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ที่เป็นการซื้อ-ขาย ผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นรายหลังคาเรือน โดยสภาผู้นำชุมชนได้นำมารวบรวมข้อมูลและคืนข้อมูลสู่ชุมชนทำให้ได้เห็นข้อมูลที่เป็นจริงในทุกๆมิติ เพื่อเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนกิจกรรมภายในของชุมชนด้วย โดยกำหนดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560ที่ผ่านมา โดยได้เชิญผู้นำชุมชนทั้ง 14 หมู่บ้านเข้าร่วม และมีพิธีเปิดโดย ปลัดอาวุโสอำเภอขุนหาญ (ในนามตัวแทนนายอำเภอขุนหาญ) มีกิจกรรมหลักๆ ได้แก่


1.       กิจกรรมคืนข้อมูลชุมชน
2.       กิจกรรมการกำหนดธรรมนูญชุมชน
3.       กิจกรรมการให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพและโทษอันมาจากแอลกอฮอล์ โดยได้มีการเชิญวิทยากรภายนอกมาให้ความรู้ ได้แก่
3.1     ผอ.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโพธิ์กระสังข์ ให้ความรู้ด้านสุขภาพที่ดีรวมถึงข้อมูลผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ในระดับตำบลโพธิ์กระสังข์
3.2     ตำรวจจาก สถานีตำรวจภูธรตำบลกันทรอม ให้ความรู้ด้านโทษและการกำหนดโทษสำหรับผู้ดื่มแอลกอฮอล์รวมถึงการทะเลาะวิวาทต่างๆ
3.3     เจ้าหน้าที่ จากเทศบาลตำบลโพธิ์กระสังข์ ให้ความรู้ด้านการพึ่งตนเอง กับเศรษฐกิจพอเพียง
นี่คงเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ที่ชุมชนบ้านตาตาได้ขับเคลื่อนกัน โดยใช้กลไกการทำงานผ่านสภาผู้นำชุมชนในการกำหนดกิจกรรมและวางแบบแผนร่วมกัน เพื่อเป็นการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมอย่างเป็นรูปแบบขึ้น โดยอยู่ภายใต้กรอบแห่ง ธรรมนูญชุมชน ให้กลายเป็น ชุมชนน่าอยู่บ้านตาตา


ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์
087-456-9517
19 มิถุนายน 2561


นักข่าวพลเมือง ตอน ธรรมนูญชุมชนบ้านตาตา







วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ผมคิดว่า “การจัดการชุมชนสู่ความยั่งยืนได้ ต้องมาจากความคิดและการลงมือทำจากคนในชุมชนเอง...เป็นหลัก”

"โนนแกด" สูงวัยเข้มแข็ง กับการสร้างสุขให้กับชุมชน

โดย : ขวัญชิต  โพธิ์กระสังข์
           
          หลายครั้งหลายคราวที่ได้เดินทาง ผมคิดว่ามันเป็นประสบการณ์อันท้าทายและงดงามเสมอ เพราะทำให้ได้พบเห็นเรื่องราว ได้พบเจอผู้คน ได้เรียนรู้สิ่งสิ่งรอบข้างใหม่ ๆ ร่วมกับชุมชนและผู้คนนั้น ๆ จึงได้เก็บเกี่ยวเรื่องราวระหว่างทางเหล่านั้น เพื่อเป็นบทเรียนและประยุกต์ใช้กับตัวเองและสังคมต่อไป

            และคราวนี้ก็ไม่ต่างกันนัก ได้มีโอกาสไปร่วมเรียนรู้กับชุมชนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีตำนานให้น่าค้นหาไม่น้อย และมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ในการประกอบอาชีพต่างๆ อย่างยิ่ง รวมไปถึงมีการจัดการชุมชนอันจะนำไปสู่ความเป็น “ชุมชนเข้มแข็งและจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน”

              หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ชุมชนจัดการตนเอง” แต่จะมีสักกี่มากน้อยที่เข้าใจและรู้กระบวนการที่จะมาถึงคำนี้ได้ ว่าเขามีกระบวนการอย่างไรกันบ้าง และหนึ่งในชุมชนที่จะเอ่ยถึงนี้คือ “บ้านโนนแกด” หมู่ที่ ๖ ตำบลทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ


         ถ้าเอ่ยถึงบ้านโนนแกด หลายคนหลายท่านคงคุ้นชื่อกันบ้างไม่มากก็น้อย เพราะที่นี่คือ พื้นที่เก่าแก่ที่มีเกจิอาจารย์ชื่อดังอยู่ นั่นคือ “หลวงปู่เกลี้ยง” ที่มีศิษยานุศิษย์ทั้งใกล้และไกลต่างเคารพนับถือกัน แต่ที่นี่นอกจากวัดแล้ว ชุมชนแห่งนี้ก็มีการจัดการชุมชนที่น่าติดตามและมีเสน่ห์ไม่น้อยเลย


นายอำเภอเมืองศรีสะเกษ กับภาพผู้นำชุมชนบ้านโนนแกด

“ชาวบ้านเรา พูดจากันด้วยภาษาลาวศรีสะเกษ ออกสำเนียงแข็ง ๆ เดิมทีเป็นชุมชนที่มีชาวเยออยู่มาก่อน เพราะคำว่าโนนแกดเอง เป็นคำผสมของสองสำเนียง คำว่า “โนน” ก็คือ พื้นที่สูง ที่เนิน และคำว่า “แกด” เป็นคำภาษาเยอ ที่หมายถึง เล็ก,น้อย,ไม่ใหญ่ ที่มาของชุมชนเราจึงหมายถึง เป็นหมู่บ้านเนินเล็ก ๆ” คำแนะนำจาก ชยาภัสร์  อุดด้วง  สภาผู้นำชุมชนแห่งบ้านโนนแกด เล่าให้ฟังเป็นเบื้องต้น

ความสะอาดตา ทำให้น่าชื่นชม

ชุมชนแห่งนี้แม้ว่าจะเป็นชาวเยอ ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของชาติพันธุ์ในจังหวัดศรีสะเกษ แต่ปัจจุบันนี้กลับสื่อสารกันด้วยภาษาไทอีสานแล้วทั้งสิ้น และแห่งนี้ก็จัดว่าเหมาะสมกับการเป็นหมู่บ้านจัดการท่องเที่ยวเลยได้เลยทีเดียว เพราะความสะอาดตาตามข้างทาง ทุกมุมถนนและตัวอาคารบ้านเรือน ไม่เว้นแม้กระทั่งวัดและโรงเรียนที่ดูสะอาดและสบายตา ตามรั้วหน้าบ้านก็มีผักพื้นบ้านที่เจ้าของบ้านตั้งใจปลูกใส่กระถางเก่าที่แตกบ้าง ปลูกใส่วัสดุเหลือใช้บ้างเพื่อเอาไว้กินและแบ่งปันกัน ความร่มรื่นของแมกไม้ริมถนนก็ชวนให้จิตใจคิดเพลิน ๆ ส่วนรอบๆหมู่บ้านก็มีลำน้ำห้วยแฮด ที่สามารถเป็นแหล่งน้ำตลอดฤดูกาลของเกษตรกรรมที่นี่ รวมถึงมีฝายชะลอน้ำด้วย
“หลายโครงการ หลายงบประมาณที่ชุมชนบ้านโนนแกด หมู่ที่ ๖ ของเราได้  ก็จะนำเข้าสู่ สภาผู้นำชุมชนบ้านโนนแกดพิจารณาร่วมกัน ส่วนมากเราก็จะนำมาพัฒนาและส่งเสริมในเรื่องความเป็นอยู่และเครื่องอุปโภคบริโภคที่เราคิดว่าเป็นปัญหาของพวกเราเอง เช่น ระบบประปาน้ำดื่ม การจัดการขยะ และอื่นๆที่ชุมชนร่วมกันคิดขึ้น เราไม่เน้นการทำถนนหนทางครับ” ประภาส  พรหมประดิษฐ์  ผู้ใหญ่บ้านโนนแกด หมู่ที่ ๖ เล่าให้ฟังถึงการจัดการชุมชนและงบประมาณที่ได้รับมาเพื่อพัฒนาชุมชน

นายอำเภอเมืองศรีสะเกษ รับการต้อนรับจากผู้นำชุมชนบ้านโนนแกด หมู่ที่ ๖ และชาวบ้าน

และคำว่า “สภาผู้นำชุมชนบ้านโนนแกด” ก็คือ กลุ่มบุคคลที่อาสาเข้ามาทำงานเพื่อชุมชน ที่ไม่ใช่เพียงแค่คณะกรรมการหมู่บ้านจำนวน ๙ คน ๑๓ คน หรือ ๑๕ คนเท่านั้น แต่ที่นี่ คือผู้ที่อาสา ซึ่งมาจากคณะกรรมการหมู่บ้าน พระสงฆ์ ครู ปราชญ์ ผู้รู้  กลุ่มต่างๆ และที่สำคัญ สภาผู้นำชุมชนบ้านโนนแกดมีจำนวน ๖๖ คน ส่วนมากคือกลุ่มผู้สูงอายุ ที่อาสาเข้ามาทำงานเพื่อชุมชน
“รู้สึกว่า ตั้งแต่เราได้ขับเคลื่อนงานชุนชมด้วยกันมา โดยมีสภาผู้นำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมแบบนี้ อบอุ่นมาก เพราะว่าก็มีแต่ผู้สูงอายุ และก็ล้วนมีสำนึกที่ดีด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้มีกิจกรรมร่วมกันหรือได้พูดคุยกันมากขนาดนี้เลย โดยเฉพาะมีการขับเคลื่อนเรื่องความสะอาด เรื่องการจัดการขยะ ยิ่งได้มีโอกาสได้เห็น ได้รู้ ได้พูดคุยกันบ่อยขึ้น ทำกิจกรรมร่วมกัน มีการจัดการขยะที่เป็นระเบียบมากขึ้น รวมถึงมีการปลูกผักปลอดสารเคมีด้วย” พินิจ  ทรงกลด วัย ๖๒ ปี สภาผู้นำชุมชนบ้านโนนแกด หมู่ที่ ๖ คุ้ม ๑ ทิวาไสยาสน์ ให้ข้อมูลด้านความอบอุ่นของชุมชนที่มีการร่วมกันขับเคลื่อนชุมชนด้วยกัน
สอดคล้องกับที่คุณแม่ทองศรี กุมภะกะ วัย ๗๘ ปี ได้ให้ข้อมูลว่า “วันประชุมหรือวันจัดกิจกรรมต่าง ๆ  แต่ละคนก็มีแต่พืชผักและอาหารที่ตัวเองปลูกไว้ตามหน้าบ้านและสวนเอามาแบ่งปันกันกิน  ชุมชนมีการทำงานร่วมกัน ทำให้ได้เจอกันบ่อยขึ้นมาก และการเจอกันบ่อย ๆ ทำให้เรามีโอกาสพัฒนาหมู่บ้านเรามากขึ้นด้วย”
         
โดยในการดำเนินกิจกรรมนั้น ก็จะได้มีผู้นำระดับสูงเข้ามาให้กำลังใจ เป็นพลังหนุนเสริมให้กับคณะทำงานชุมชนอยู่อย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในพลังสำคัญที่พูดถึงนี้ก็คือ นายอำเภอเมืองศรีสะเกษ
“ประทับใจตั้งแต่เลี้ยวรถเข้ามาแล้ว เห็นชุมชนเป็นระเบียบเรียบร้อยดี ถึงแม้ว่าจะไม่มีรั้วคอนกรีตหรือสิ่งที่จะต้องลงทุนเยอะๆ แต่หมู่บ้านนี้กลับมีความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อบ้านสะอาดคนอยู่ก็มีความสุข ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาก็ชื่นชมยินดีด้วย จัดว่าเป็นชุมชนแนวหน้า ที่ดำเนินการสร้างสุขให้กับหมู่บ้าน
 และสิ่งหนึ่งที่ชุมชนเราได้โดยไม่รู้ตัวคือความรัก ความสามัคคี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพี่น้อง  ถือว่าเราทำในสิ่งที่ดีที่สามารถดึงชาวบ้านมาทำสิ่งดีๆให้กับชุมชนเราเอง สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขได้นั้นก็มาจากสิ่งที่ชาวบ้านเราเองสร้างเอง ชาวบ้านโนนแกดทำได้ดีมาก ที่ยืนหยัดด้วยตัวพวกเราเอง นั่นคือความยั่งยืนที่พวกเรามี ในเมื่อพวกเราเข้มแข็งแล้ว ปัญหาต่างๆก็จะลดลงไปเอง เพราะพวกเรามีความพร้อมเพรียงกัน
และถือว่าเป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการชุมชนปลอดขยะ ความสะอาด และผมจะเอาชุมชนนี้เป็นกรณีศึกษา แล้วจะขยายการดำเนินการแบบชุมชนนี้ต่อไปยังชุมชนอื่น ตำบลอื่น ๆ ในอำเภอเมืองศรีสะเกษของพวกเรา” นพ พงศ์ผลาดิสัย นายอำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ  ได้กล่าวให้กำลังใจในครั้งเมื่อมาร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับการจัดการขยะของชุมชน


ในการประชุมประจำเดือน นายอำเภอเมืองศรีสะเกษ ก็ได้เปิดโอกาสให้ชุมชนบ้านโนนแกดหมู่ที่ ๖ นี้ นำผลงานที่ได้ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการชุมชนและความน่าอยู่ของชุมชนนำเสนอต่อที่ประชุมผู้นำชุมชนทั้งอำเภอ สร้างความปีติยินดีให้กับชุมชนที่ทางผู้นำให้ความสำคัญกับชุมชนแห่งนี้ด้วย
นอกเหนือจากการจัดการด้านขยะแล้ว ความเข้มแข็งของสภาผู้นำชุมชนที่มีผู้สูงอายุเป็นสมาชิกอยู่เป็นจำนวนมากนั้น ก็ถือว่าเป็นผลดี มีการขยับขยายงานผู้สูงอายุด้านอื่น ๆ  อีกด้วย โดยกำลังจะเปิด “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ในระดับตำบลขึ้น และกำหนดให้บ้านโนนแกดเป็นชุมชนนำร่องในการเปิดการเรียนการสอนในปีการศึกษา ๒๕๖๑ ในเร็ววันนี้



“ในเร็ววันนี้ จะมีการเปิดทำการเรียนการสอนหลักสูตร โรงเรียนผู้สูงอายุขึ้น โดยจะเป็นของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เขาจะมาเปิดโรงเรียนที่บ้านเรา เอาชุมชนบ้านเราเป็นหลักไว้ก่อน เขาบอกว่าเป็นชุมชนที่เข้มแข็งจัดการได้ และสามารถพึ่งตนเองได้ด้วย
และก็จะมีการใช้พื้นที่บ้านเราในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการสัญจรในเร็ววันนี้ด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่บ้านเราเป็นได้มีโอกาสต้อนรับผู้นำต่าง ๆ จำนวนมาก ถือเป็นการเปิดหมู่บ้าน ประชาสัมพันธ์หมู่บ้านเราไปด้วย แม้ว่าจะต้องทำงานหนักขึ้นบ้างแต่เราก็ทำงานในหน้าที่ ๆ ที่เราทำเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ได้ทำนอกเหนือจากที่เรามี” ชยาภัสร์  อุดด้วง  สภาผู้นำชุมชนแห่งบ้านโนนแกด พูดถึงความประทับใจที่ชุมชนจะได้ต้อนรับหัวหน้าส่วนราชการระดับต่าง ๆ ที่บ้านเกิดตัวเอง

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งชุมชนตัวอย่างที่ จัดการชุมชนตัวเองด้วยการคิดหาปัญหาแล้วร่วมกันหากิจกรรมต่างๆมาแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ผ่านมติของสภาผู้นำชุมชน ที่แม้ว่าจะมีแต่ขุมกำลังผู้สูงวัย แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะว่าทุกอย่างล้วนนำไปสู่การเป็น ชุมชนที่น่าอยู่ของตัวเอง และที่สำคัญไปกว่านั้น ชุมชนแห่งนี้มีบริบทที่ห้อมล้อมด้วยลำน้ำห้วยแฮด หากถ้าจะจัดการชุมชนเพื่อนำไปสู่การเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวเชิงเกษตรหรือวัฒนธรรมก็คงทำได้ไม่ยากนัก เพราะความเอาใจใส่ของผู้คนในชุมชน

น่าชื่นชมและให้กำลังใจให้กับการทำงานเพื่อชุมชนตัวเอง อันจะเป็นชุมชนที่น่าอยู่และเข้มแข็งต่อไป

นี่ล่ะ “ชุมชนน่าอยู่บ้านโนนแกด” หมู่ที่ ๖ ตำบลทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ

สามารถติดตามคลิปวีดิโอ #นักข่าวพลเมือง ในตอน #โนนแกดจัดการตนเอง 
โดย #กลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมกวยตำบลโพธิ์กระสังข์  (ขวัญชิต โพธิ์กระสังข์)

https://www.facebook.com/citizenthaipbs/videos/2099699036725291/?hc_ref=ARSYSOipAUpEDolYTlv7ixeNhZio6RU7wobFgNYC4B-7l3P5Z-kNk8tQxTmrujHaveI



หรือทางยูทูป  : https://www.youtube.com/watch?v=W2si7nMSdbA&index=251&t=7s&list=PLcx0VcPxAS-Ya3fyUukwICLdHS9DE70yL